พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศ สานต่อพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

     พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อสร้างความชุ่มชื้นและ เพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย สานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิรลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ณ เขื่อนลำตะคอง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โดยรับฟังบรรยายสรุปจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกียวข้องเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ การเพาะปลูก การเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคอง และโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชฯ ก่อนจะทำพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชฯ และมอบเมล็ดพันธุ์พืชให้กับ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ พร้อมเยี่ยมชมจุดปั้นเมล็ดพันธุ์ โดยความร่วมมือจากกำลังพลของกองทัพบก ประชาชน และอาสาสมัครฝนหลวง

     พลเอกฉัตรชัย เปิดเผยว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศหลังการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันในพื้นที่แหล่งต้นน้ำภายใต้แนวคิด “9 สัปดาห์ สู่วันมหามงคล” ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำงานเชิงบูรณการที่มีผลดีต่อระบบนิเวศและการทำฝนหลวง เนื่องจากพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ต้นทุนในการให้กำเนิดความชื้นที่จะก่อตัวเป็นเมฆและตกเป็นฝนกลับสู่พื้นที่ป่าที่เป็นต้นน้ำ ไหลลงสู่พื้นที่การเกษตรและแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติหรืออ่างเก็บน้ำไว้ใช้ต่อไป และเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร 28 กรกฎาคม 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ภายใต้แนวคิด “9 วัน สู่วันมหามงคล 65 วันสืบสานพระราชปณิธาน” เพื่อเป็นการคืนผืนป่าเพื่อสานต่อพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และเพิ่มความชื้นให้กับพื้นที่ป่า สร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ที่ทุกฝ่ายตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำและน้อมนำแนวพระราชดำริศาสตร์พระราชา มาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

     สำหรับในส่วนของพื้นที่แหล่งต้นน้ำ โดยเฉพาะบริเวณเขื่อนลำตะคอง ณ วันที่ 12 ก.ค. 60 มีน้ำ 78 ล้าน ลบ.ม. (เป็นน้ำใช้การได้ 55 ล้าน ลบ.ม.) จากความจุ 314 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 25 ซึ่งถือว่าน้อยมาก อาจจะกระทบต่อน้ำอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งได้ ขณะที่เขื่อนลำพระเพลิง ซึ่งอยู่ใกล้กัน ณ วันที่ 12 ก.ค. 60 มีน้ำ 98 ล้าน ลบ.ม. (เป็นน้ำใช้การได้ 97 ล้าน ลบ.ม.) จากความจุ 155 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 จึงได้มีการสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมชลประทาน ประสานการทำงานร่วมกันโดยมีการปรับแผนการบินปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องน้ำของพื้นที่การเกษตรและเพิ่มปริมาณน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ เขื่อนลำตะคอง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 9 กรกฎาคม2560 โดยมีการระดมสรรพกำลังที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมาและบูรณาการร่วมกับหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน จำนวน 26.99 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นน้ำจากการปฏิบัติการฝนหลวง 6.12 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อไปในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

     “จากเดิมที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีโอกาสเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ในช่วงปลาย 2560 แต่ในขณะนี้คาดว่าปรากฏการณ์เอลนีโญ่จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องเก็บน้ำในเขื่อนเพื่อให้มีความมั่นคงด้านน้ำให้มากที่สุด จึงได้สั่งการให้เร่งปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนลำตะคองจนกว่าจะมีน้ำต้นทุนที่มั่นคงขึ้น ประมาณร้อยละ 70 คือ 220 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งในช่วงที่เครื่องบินกลับจากการปฏิบัติการฝนหลวง ได้ใช้โอกาสนี้โปรยเมล็ดพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ในป่าต้นน้ำต่างๆ ทำให้เกิดป่าต้นน้ำ สร้างความชุ่มชื้นให้เพียงพอต่อการปฏิบัติการฝนหลวง และ ยังเป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์ป่า ซึ่งการดำเนินการในปีที่ผ่านมาพบอัตราการรอดของต้นไม้ถึง 40%”พลเอกฉัตรชัย กล่าว

ที่มา : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้คุณยังอาจต้องการ เพิ่มเติมจากผู้เขียน

ความเห็นถูกปิด แต่ ติดตาม และแผงควบคุมที่มีการเปิด