ประวัติกองทัพภาคที่ ๒

  

ความเดือดร้อนของชาวโคราช พ.ศ.๒๔๓๕

     สมัยนั้น เมืองนครราชสีมามีโจรผู้ร้ายชุกชุมมากจนเป็นที่หนักอกหนักใจของ พระพิเรนทรเทพ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองในขณะนั้น จึงได้กราบบังคมทูลขอลาออกจากราชการ แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ระงับการลาออกไว้ก่อน และให้พระยาศรีสิงหเทพ(หัก ไกรฤกษ์) ซึ่งจัดราชการที่อุบลราชธานี ลงมาเป็นข้าหลวงช่วยราชการเมืองนครราชสีมาอีกแรงหนึ่ง  ต่อมาราษฎรจำนวนมากได้ร้องทุกข์ถึงความเดือนร้อนต่างๆ อันเกิดจากพฤติกรรมของข้าราชการ พระยาศรีสิงหเทพ ได้สืบสวนตามคำร้องปรากฏว่า โจรผู้ร้ายเหล่านั้นเป็นบริวารของพระพิเรนทรเทพ เป็นส่วนใหญ่ เข้าทำนองว่าเจ้าเมืองเลี้ยงอันธพาลไว้ใช้สอยเพื่อประโยชน์ส่วนตน  พระยาศรีสิงหเทพ จึงรวบรวมฎีการ้องทุกข์พร้อมผลการสอบสวนขึ้นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ

กำเนิดกองทหารเมืองนครราชสีมา

     เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทราบเรื่อง ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้ายาน้องยาเธอกรมหลวง สรรพสิทธิประสงค์ มาเป็นข้าหลวงใหญ่ต่างพระเนตรพระกรรณ เพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงและสะสางมูลคดีที่เกิดขึ้น การเสด็จมาครั้งนี้มีทหารติดตามมาด้วย ๑ กองร้อย (มีกำลังประมาณ ๒๘ คน) ในการบังคับ บัญชาของ ร.ท.ม.ร.ว.อ่ำ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา หรือเรียกสมัยนั้นว่า “กัปตัน อ่ำ” การชำระสะสางคดีและ การปราบปราบโจรผู้ร้าย ใช้เวลาดำเนินการอยู่นานประมาณ ๒ เดือน ก็สงบเรียบร้อย พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์  จึงเสด็จ ฯ กลับ แต่กองทหารที่ติดตามมาด้วยยังอยู่คงรักษาเมือง นครราชสีมาต่อไป และเรียกกองทหารนั้นว่า “กองทหารรักษาเมืองนครราชสีมา”

   

การขยายหน่วยทหารในนครราชสีมา

     ในปีเดียวกัน (พ.ศ.๒๔๓๗) ฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพลในอินโดจีน และเกิดการกระทบกระทั่งกับ ประเทศไทยหลายครั้ง ถึงกับใช้เรือรบเข้ามาในอ่าวไทย รัฐบาลไทยเห็นว่าอาจเกิดปัญหาการรบกับฝรั่งเศส ขึ้นเมื่อใดก็ได้ จึงได้เพิ่มเติมกำลังทหารขึ้นตามลำดับ เฉพาะเมืองนครราชสีมาได้เพิ่มเติมกำลังทหารจาก กองร้อย (กองทหารเมืองนครราชสีมา) เป็นกองพัน และเพิ่มเติมกำลังทหารม้า,ทหารปืนใหญ่ ขึ้นอีกด้วย และได้ส่ง พ.ท.หลวงศรยุทธโยธาหาร (กุดั่น เปรมรัตน) มาเป็นผู้บังคับบัญชา ได้จัดการวางรากฐานที่ตั้ง กองทหารเป็นการถาวร ในปี พ.ศ.๒๔๓๘ ได้จัดตั้งขึ้นเป็นกรม เรียกว่า “กรมทหารราบที่ ๕” มีกำลัง ๘ กองร้อย และ ให้พ.ต.หม่อมเจ้าศรีใสเฉลิมศักดิ์ หัสดินทร์ ณ อยุธยา เป็นผู้บังคับการกรม และต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๓๙ ได้แยกกำลังไปตั้งอยู่ที่ ชัยภูมิ ๑ กองร้อย บุรีรัมย์ ๑ กองร้อย

พระราชทานธงชัยเฉลิมพล พ.ศ.๒๔๔๓

     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ตรวจเยี่ยมกองทหารเมื่อ ๒๒ ธันวาคม ๒๔๔๓ ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานธงชัยเฉลิมพลให้ กรมทหารราบที่ ๕ โดยมี พ.ต.หม่อมเจ้าศรีใสเฉลิมศักดิ์ ผู้บังคับการกรมเป็นผู้รับพระราชทาน

 

กองทหารราชสีมา พ.ศ.๒๔๔๔

     พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งเป็นข้าหลวงต่างพระองค์อยู่ที่อุบลราชธานี มีทหารรักษาพระองค์ ๑ กองพัน ประมาณ ๔๐๐ คน ทำการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบ แต่ไม่สามารถ ปราบปรามได้อย่างเด็ดขาด จึงมีพระโทรเลขมายัง พ.ท.ม.จ.ศรีใสเฉลิมศักดิ์ฯ ผู้บังคับการทหารราบที่ ๕ ขอให้จัดกำลังทหารไปช่วยปราบปรามเหตุการณ์ครั้งนั้น กรมทหารราบที่ ๕ ได้ระดมพลจัดเป็น ๖ กองพัน มีกำลังประมาณ ๗๐๐ คน ไปช่วยปราบปรามตามพระประสงค์ การปราบปรามสำเร็จราบคาบลงได้อย่าง ง่ายดาย จึงเคลื่อนย้ายกลับที่ตั้งปกติในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ต่อมาได้ขยายหน่วยอย่างรีบเร่ง โดยจัดตั้ง เป็น “กองทหารราชสีมา” ประกอบด้วย กรมทหารราบที่ ๕, กรมทหารราบที่ ๑๓ (กรมละ ๔ กองพัน) จัดเพิ่ม เติมขึ้นอีกคือ กรมทหารปืนใหญ่ ที่ ๓, กรมทหารม้าที่๓ และกำลังทหารราบ ๑ กองร้อย และได้ พ.อ.ม.จ.ศรีใสเฉลิมศักดิ์ฯ เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารราชสีมา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้เปลี่ยนเป็น กองพลที่ ๕ และได้ไปอยู่ที่ตั้งใหม่ (ค่ายสุรนารีในปัจจุบัน) โดยมี พ.ท.ม.จ.บวรเดช (พระองค์เจ้าบวรเดช) เป็นผู้บัญชากองพล

การจัดตั้งกองทัพ พ.ศ.๒๔๔๕

     ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มี การจัดระเบียบ กองทัพบกเสียใหม่ คือ ให้มี ๓ กองทัพ โดยมีหน่วยขึ้นตรงระดับกองพล กองทัพละ ๓ กองพล ดังนี้.- กองทัพที่ ๑ ตั้งอยู่ที่ กรุงเทพฯ ควบคุมบังคับบัญชา กองพลที่ ๑, ๒, ๓ กองทัพที่ ๒ ตั้งอยู่ที่ พิษณุโลก ควบคุมบังคับบัญชา กองพลที่ ๖, ๗, ๘ กองทัพที่ ๓ ตั้งอยู่ที่ นครราชสีมา ควบคุมบังคับบัญชา กองพลที่ ๕, ๙, ๑๐ สำหรับกองทัพที่ ๓ มี พล.ต.พระยาพิชัยสงคราม เป็นแม่ทัพ โดยมีกองพลที่ ๕ ซึ่งมีที่ตั้งปกติอยู่ ที่เดิม (ค่ายสุรนารี) รวมกับกองบัญชาการกองทัพ สำหรับกองพลที่ ๙ ตั้งอยู่ที่ฉะเชิงเทรา และกองพลที่ ๑๐ ตั้งอยู่ที่ ร้อยเอ็ด ต่อมาในปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระศรีพัชรินทราพระบรมราชินีนาถ (ซึ่งกองพันทหารม้าที่ ๖ เป็นหน่วยในพระองค์ท่าน ประดับพระนามาภิไธยย่อของพระองค์ (สผ.)อยู่จนถึงทุกวันนี้) เสด็จประพาสภาค อีสานทรงเยี่ยมค่ายทหาร และทรงทอดพระเนตรกิจการของทหาร เช่น การสร้างทางรถไฟ ซึ่งการนั้นทหารช่าง ได้สร้างรางรถไฟถวายทอดพระเนตร และยังได้ทรงทอดพระเนตรการซ้อมรบของหน่วยทหารภายในค่าย บริเวณหัวหนองบัวด้วย นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดสโมสร นายทหาร และพระราชทานนามสโมสรว่า “สโมสรร่วมเริงไชย” ซึ่งได้ใช้มาจนถึงทุกวันนี้

   

ยุบเลิกกองทัพที่นครราชสีมา พ.ศ.๒๔๗๐

     ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๗๐ มีการจัดระเบียบกองทัพบกใหม่ โดยให้มีกองทัพเพียง ๒ กองทัพ คือ กองทัพภาคที่ ๑ และ ที่ ๒ ยุบกองพลต่าง ๆ ให้เหลือเพียง ๔ กองพล หรือ ๘ กรมทหารราบ และให้ กองทัพที่ ๑ ตั้งอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ดังเดิม สำหรับกองทัพที่ ๒ นั้น ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่พระนครศรีอยุธยา โดยมี พล.ท.พระยาสีหราชเดโชชัย (สวาสดิ์ บุนนาค) เดิมแม่ทัพกองทัพที่ ๓ มาเป็น แม่ทัพกองทัพที่ ๒ ควบ คุมบังคับบัญชากองพลที่ ๕ ที่นครราชสีมา และกองพลที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ที่นครสวรรค์ สำหรับกองพลที่ ๕ มี กรมทหารราบเป็นหน่วยขึ้นตรง ๒ กรม คือ กรมทหารราบที่ ๕ อยู่ที่เดียวกับกองบัญชาการกองพล และ กรมทหารราบที่ ๑๕ มีที่ตั้งปกติอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ได้จัดระบบราชการใหม่ ยุบเลิกกองทัพ กองพล และ กรม ทั้งหมด คงมีแต่มณฑลทหารบก และ กองพันทหารราบ ๔ กองพัน เท่านั้น

กองทัพอีสานกับปัญหา “อินโดจีน” และ “มหาเอเชียบูรพา”

     ภายหลังจากการเจรจากรณีพิพาท ในปี ๒๔๘๒ กับฝรั่งเศส เกี่ยวกับปัญหาอินโดจีน ไม่เป็นที่ ตกลงกัน จึงเกิดการใช้กำลังทหารขึ้น จึงได้จัดกำลังเป็นรูป กองทัพ และ กองพล ขึ้นใหม่ คือ กองทัพ บูรพา และ กองทัพอีสาน สำหรับกองทัพอีสาน ประกอบด้วยกองพล ๓ กองพล ดังนี้ กองพลอุดร กองพล สุรินทร์ และ กองพลอุบล ภายหลังยุติสงคราม กองทัพอีสานก็แปรสภาพเป็น กองพลที่ ๓ ต่อมาปี ๒๔๘๔ ได้เข้าร่วมสงครามมหาเอเซียบูรพาในสังกัดกองทัพพายัพ ครั้งนั้นมีหน่วยขึ้นตรง กองพลที่ ๓ จำนวน ๓ กรมทหารราบ คือ กรมทหารราบที่ ๑ นครราชสีมา,กรมทหารราบที่ ๘ สุรินทร์ และ กรมทหาร ราบที่ ๙ อุบลราชธานี สิ้นสุดสงคราม พ.ศ.๒๔๘๙ กองพลที่ ๓ จึงกลับเข้าที่ตั้งปกติ

กำเนิดกองทัพที่ ๒  (กองทัพภาคที่ ๒)

     ในปี พ.ศ.๒๔๙๑ กองทัพบกได้จัดตั้งกองทัพที่ ๒ ขึ้นใหม่ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัด ระเบียบราชการกองทัพบก ในกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๔๙๑ ลงวันที่ 3 กันยายน 2491 โดยมีที่ตั้งอยู่ที่ ค่ายหัวหนองบัว จังหวัดนครราชสีมามีกองพลที่ ๓ เป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพ หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนแปลง การจัดใหม่อีกหลายครั้ง เช่น ปี พ.ศ.๒๔๙๓ จัดตั้งกองพลที่ ๖ เพิ่มขึ้นที่อุบล มีหน่วยขึ้นตรง ๒ กรม คือ กรม ร.๖ และ กรม ร.๑๖ ส่วนกองพลที่ ๓ คงมี กรม ร.๓ และ กรม ร.๑๓ เป็น นขต. ปี พ.ศ.๒๔๙๙ ให้แยกส่วนกำลังรบกับส่วนภูมิภาคออกจากกัน ปี พ.ศ.๒๕๐๐ มีคำสั่งกองทัพบก ด่วนมาก ที่ ๓๕๘/๒๕๐๐ ลง ๑๘ ก.พ.๒๕๐๐ ให้ยุบกองทัพที่ ๒ และกองพลที่ ๖ แปรสภาพเป็นภาคทหารบกที่ ๒ ตามพระราชกฤษฎีกา การจัดระเบียบ ราชการกองทัพบกในกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๔๙๙ ซึ่งกำหนดไว้ว่า ภาคทหารบกมีอำนาจบังคับบัญชา มณฑลทหารบกโดยตรง กับมีหน้าที่ปกครองและบริการหน่วยรบ ส่วนกำลังรบ เช่น กองพลที่ ๓ เป็นหน่วย ขึ้นตรงกับกองทัพบก แต่ให้ฝากการบังคับบัญชากับภาคทหารบกที่ ๒ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๑ กองทัพบกได้มีคำสั่ง ที่ ๑๓๖/๙๑๒๒ ลง ๒๘ ม.ค.๒๕๐๑ ให้แปรสภาพ ภาคทหารบกที่ ๒ เป็น กองทัพภาคที่ ๒ มีอำนาจปกครองบังคับบัญชาหน่วยทหารทั้งสิ้นในภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ทั้งที่เป็นส่วนกำลังรบและส่วนภูมิภาค (ตามพระราชกฤษฎีกา) ดังนั้น กองพลที่ ๓ จึงกลับมาเป็นหน่วย ขึ้นตรงกองทัพภาคที่ ๒ ตั้งแต่นั้นมา

     ดังนั้น กองทัพภาคที่ ๒ จึงถือเอา ๔ กันยายนของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนา กองทัพภาคที่ 2 ซึ่ง เป็นวันที่พระราชกฤษฎีกา พ.ศ.๒๔๙๑ มีผลบังคับใช้

   

วิสัยทัศน์

เป็นองค์กรด้านความมั่นคงที่มีศักยภาพ ทันสมัย และเป็นที่พึ่งของประชาชน

พันธกิจ

         กองทัพภาคที่ 2 มีหน้าที่ วางแผน อำนวยการ กำกับการและปฏิบัติหน้าที่หลักในการป้องกันประเทศ การรักษาความมั่นคงภายใน การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การพัฒนาประเทศตามที่ได้รับมอบหมาย การถวายความปลอดภัยแด่สถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  และการปฏิบัติทางทหารที่ไม่ใช่สงคราม รวมทั้งปกครองบังคับบัญชามณฑลทหารบกในพื้นที่ และหน่วยทหารที่กระทรวงกลาโหมกำหนด มีแม่ทัพภาคเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

ยุทธศาสตร์

1. การพิทักษ์รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
2. การป้องกันประเทศ
3. การรักษาความมั่นคง
4. การพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชน
5. การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการทหารกับต่างประเทศ
6. การพัฒนาระบบบริหารจัดการ